ประสบการณ์ในการเรียนฮวงจุ้ย (คุณเอกภพ)
..
สวัสดีจากแดนไกลครับ (แดนมังกร) ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันครับว่าจะได้ส่งบทความไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ทุกคนได้อ่านกัน เนื่องจาก อยู่ดีๆ ก็มี พวกกำมะลอ กับ พวกคนไม่รู้จักบุญคุณคน สองกลุ่มมารวมหัวกันทำเรื่องไร้สาระขึ้นมาโจมตีอาจารย์ของผมอีกแล้ว หลังจากมันหายเงียบไปนาน สงกะสัยว่า ช่วงนี้คงอดอยากปากแห้ง ลูกค้า (เหยื่อ หรือ หนูทดลอง) ลดน้อยลงไปมาก ก็เลยต้องปากกัดตีนถีบขนาดหนัก กระเสือกกระสน รวมหัวกันทำเรื่องขึ้นมา ตามประสาคนคิดได้แต่เรื่องชั่วๆ
เนื่องด้วยในขณะนี้ทาง SA กำลังจัดทำ หลักสูตรฟรีให้บุคคลทั่วไปได้เรียนกัน โดยจะเปิดสอนวิชาฮวงจุ้ยพื้นๆ เช่น ฮวงจุ้ย 64 ข่วย, ฮวงจุ้ยดาว 9 ยุค เฮี่ยงคง, ดวงจีน และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สอนกันอยู่ทั่วไปในโลกนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่า พวกนี้วิชาพื้นๆ จริงๆ
มีคนบอกว่า เรียนวิชาพื้นๆ 290 บาท เป็นสิบๆ ครั้ง (เพราะว่าหลายวิชา) แล้วยังไง? มันเหมือนกับหลักสูตรละ 4,000 บาท ที่สอน 4 ครั้งรึเปล่า ถ้าเหมือน (จริงๆ แล้วทาง SA มีเคล็ดวิชามากกว่าซะอีกด้วยซ้ำไป) ก็แสดงว่า ไอ้ 4,000 บาท มันก็แพง แล้วทำไม...จะต้องจ่ายแพงกว่า ในเมื่อได้ของเหมือนกัน หรือ ดีกว่าด้วยซ้ำ คนที่ยอมจ่ายแพงกว่า ก็ควรกินยาบำรุงสมองซักวันละสองเม็ด จะได้ฉลาดมากขึ้นอีกหน่อยนึง
บอกว่า SA สอนแพง ก็แน่นอนวิชา SA สอนนั้น หาไม่ได้ตามท้องตลาด แล้วก็ใช้ได้ผลจริง ทำไม...จะไม่สอนในราคาที่สูง คนจีนมีคำสุภาษิตว่า “便宜没好货 好货不便宜” แปลง่ายๆ ว่า “ของถูกมันไม่มีดีหรอก แล้วก็ที่ดีมันก็ไม่มีถูก” หรือว่าไม่จริง มีใครจะเถียง ที่บอกว่า “ดี” ไม่ได้แปลแค่ว่า “วิชาดี” เดี๋ยวหาว่าชมอาจารย์ตัวเองอีก แต่ว่าไม่ชมก็ไม่ได้เพราะว่าของเขาดีจริง อิอิอิ
[1] วิชาของอาจารย์เป็นของจริง พวกศิษย์ทรยศอาจารย์เองก็รู้อยู่ในใจว่า วิชาของอาจารย์จริงหรือไม่จริง?
[2] อาจารย์ตั้งใจสอนนักเรียนจริง สอนแปดโมงเช้าถึงสองทุ่มสามทุ่มเที่ยงคืน ถ้าคิดกันเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง จริงๆ แล้ว SA ไม่ได้แพงเลย มาจะคิดให้ดู
- วิชาของกำมะลอ 4,000 บาท สอน 13.00-17.00 น. คิดเป็น 4 ชั่วโมง สอน 3 ครั้ง รวมเป็น 12 ชั่วโมง คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง = 4,000/12 = 333.33 บาทต่อชั่วโมง
-
อาจารย์ผมสอน 27,000 บาท สอน 08.00-19.30 น. คิดเป็น 11 ชั่วโมง 30 นาที หักเบรคอาหารว่าง 2 ครั้ง+พักเที่ยง ออกไป 1 ชั่วโมง เหลือสอนกันจริงๆ 10 ชั่วโมง สอน 9 ครั้ง รวมเป็น 90 ชั่วโมง คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง = 27,000/90 = 300 บาทต่อชั่วโมง (หมายเหตุ นี่ขนาดไม่นับชั่วโมงที่สอนเพิ่มนะเนี่ย บางวันก็สอนเกิน 19.30 น. บวกกับ จำนวนวันที่สอนนอกตาราง ซึ่งไม่คิดค่าตัวผู้สอน คิดเฉพาะค่าห้อง อีกนับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่ได้นำมาคิดค่าใช้จ่ายเลย) แล้วมาว่า “อาจารย์สอนแพง” ตลกสิ้นดี แบบนี้ต้องแถมยาบำรุงสมองอีกสองเม็ด เพิ่มความฉลาดให้พวกกำมะลอ
[3] มีการทดสอบวัดผล มีการให้งาน มีการให้การบ้าน เพื่อวัดผลความเข้าใจ
[4] นักเรียนสามารถโทรไปถามอาจารย์ได้ตลอดเวลาไม่ว่าเวลาไหน ถ้าอาจารย์รับสายได้
แล้วยังจะเอาอะไรอีก!!! เห็นแล้วสี่ข้อคุ้มสุดคุ้ม ยังไม่นับอย่างอื่นที่อาจารย์แถมให้อีกมากมายไม่เคยคิดตังส์
หาว่า...อาจารย์ผมเอาแต่บ่นว่าคนอื่นไม่ได้สอน อาจารย์ท่านอึดอัดใจ สงสารคนที่โดนหลอก ท่านก็ด่าบ้างบ่นไปบ้างระบายอารมณ์ตามประสา บางครั้งก็ปล่อยมุขทำตัวเป็นโน๊ตอุดมไปบ้าง ไปถามรุ่น 4 ดูซิว่า ท่านสอนเนี่ย...ตามทันกันรึเปล่า? เรียนกันหนักรึเปล่า? ถ้าท่านไม่ให้เบรคสมองไปบ้าง ก็บ้าตายกันพอดี ไอ้พวกทรยศพวกนี้มันเห็นแก่ตัว (ในรุ่น 1 มันมีไม่กี่คนหรอกที่หัวไวเหมือนลิงหน่อย) มันพื้นฐานดี เนื่องจาก โดนหลอกมามาก เรียนแต่พื้นๆ มาตลอด พื้นเลยแข็งเป๊ก มันก็เลยหัวไวไปกว่าบางคนที่พื้นฐานน้อย มันก็ว่าอาจารย์สอนน้อย เอาแต่โม้ แต่จริงแล้วช่วงที่พวกมันไม่เข้าใจก็มี ช่วงที่เรียนดูหัวมันสิว่า โตขนาดไหน ไม่รู้ว่าตอนขับรถกลับบ้านนี่ หัวยัดเข้าไปในรถได้รึเปล่า เวลาเอาไปเล่าให้พวกกำมะลอมันฟัง จึงกลับเอาเรื่องไปบิดตะแบงเล่า หรือว่า พวกกำมะลอมันสมองไม่ดีแน่ๆ ฟังแล้วก็เอาไปตีความผิด มาหาว่าอาจารย์เหมือนเจ้าเข้าทรง อาจารย์ผมเหมือนโน๊ตอุดมมากกว่า ท่านชอบทำให้นักเรียนมีความสุข ท่านก็ปล่อยมุขของท่านไป ทำโน่นทำนี่ให้นักเรียนไม่เบื่อ แต่นักศึกษาซาฮะ รุ่น 4 นี่ อาจารย์ผมยังปล่อยมุขเหมือนเดิมป่าว ไม่รู้เหมือนกันนะ เพราะผมไม่เคยได้กลับไปตรงกับวันเรียนซักที
หาว่า...อาจารย์ซาดิสต์ ตีคนจนร้องไห้ มีที่ไหนกัน โดนตีจนร้องไห้ แค่ตีด้วยไม้บรรทัดนี่นะ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ อาจารย์ท่านถามเรื่องที่เรียนผ่านมาแล้ว นักศึกษาก็ตอบกันแบบไม่เข้าใจ อาจารย์ก็เลยว่า (มาว่า อาจารย์เอาแต่โม้ งง...เอาแต่โม้ไม่สอน แล้วจะเอาอะไรไปถามล่ะนั่น) ก็เลยมีคนร้องไห้ แต่ไม่ใช่จากโดนตี อี๊เขาโดนว่า แล้วทำให้คนอื่นเขาไม่ได้เรียน เขาเลยเสียใจ ขออ้างหน่อยนะครับอี๊...แต่ว่า ปัจจุบันอี๊เขาก็รักใคร่อาจารย์ดี ไม่ได้ผิดใจกันเลย ยังเป็นศิษย์กับอาจารย์ที่ดีต่อกันตลอดมา
หาว่า...อาจารย์ระรานคนอื่น มันก็ควรระรานมั้ยล่ะ ในเมื่อมันมีคนเดือดร้อนจะเป็นจะตาย จากคนไม่รับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง ถ้าไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีไว้ ใครเขาจะไประรานได้ คนเราไม่ได้ทำผิด ก็ต้องตอบได้เต็มปากเต็มคำสิว่า “ไม่เคยจัดฮวงจุ้ยให้ใครเดือดร้อน ไม่เคยไปรับเงินเขาแล้ว จัดไม่ได้ผล” ไปดูใหม่ กูก็เก็บเงินใหม่ อย่างนี้เป็นต้นใช่ม้า
หาว่า...อาจารย์ยกเมฆมาเอง เอารูปใครไม่รู้มาโชว์ว่า เป็นปรมาจารย์ เป็นอาจารย์ เพื่อให้วิชาดูน่าเชื่อถือ ตรงนี้ผมว่า มันไม่ใช่จุดหรอกนะ ความน่าเชื่อถือมันเป็นแค่ผิวนอก ถ้าวิชาเรียนไปแล้ว ใช้ไม่ได้ ต่อให้คนนั้นมันมีตัวจริง มันก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนกับตาเสิ่นจู๋เหยิง จริงๆ แล้ว ควรนับถือหรือเปล่า? ไปลอกตำราคนอื่นเขามาสอน แล้วเคยยกย่องเจ้าของหนังสือรึเปล่า...ไม่เคยเลย กลับมาเขียนตำราใหม่เป็นชื่อตัวเอง เคล็ดลับตระกูลเสิ่น น่าขำ ทั้งๆ ที่ ไปซื้อ ไปลอกเขามา กลับมาบอกเป็นเคล็ดลับตระกูลของตัวเอง คนอย่างนี้น่านับถือ โอย...ตลกสิ้นดี แล้วสรุปสุดท้ายก็ไปตีกันเองอีกมี เหี่ยงคงตระกูลเสิ่น มีตระกูลสิ่ม หลายตระกูลตีกันไปหมด แล้วสุดท้ายวิชาที่ได้มาก็ไม่ถูกด้วย
มาถึงวิชาอาจารย์ผมต่อ ผมไม่ได้โม้ ผมแค่รู้ทิศคร่าวๆ ผมก็ไปทายได้แล้ว และ ก็ยังไม่เคยเห็นผิดจนหน้าแตกหมอไม่รับเย็บซักกะที จริงๆ แล้ว ทุกวิชามีครูบาอาจารย์แทบทั้งนั้น แม้แต่คนที่คิดค้นวิชา ก็ต้องมีสิ่งที่เอามาวิเคราะห์เป็นครูบาอาจารย์ การที่อาจารย์เอารูปปรมาจารย์มาให้เราดู เพื่อให้เรารู้ ระลึกถึงคนที่คิดวิชา แล้วมันเป็นยังไง? ต้องรู้ให้ได้เลยเหรอว่า ปรมาจารย์ท่านเกิดเมื่อไร? บิดามารดาท่านเป็นใคร? มีลูกกี่คน? มีเหลนกี่คน? มีศิษย์กี่คน? อย่างนั้นน่ะเหรอ อาจารย์ท่านต้องการให้เรารู้จักคุณคน ไม่ใช่อยากให้รู้ประวัติปรมาจารย์ เข้าใจผิดประเด็นแล้วครับ มีพวกศิษย์อัปรีย์บางคนเห็นรูปปรมาจารย์ รู้จักชื่อท่าน เห็นท่านยังมีชีวิตก็พยายามจะไปหาท่าน บอกอยากไปกราบ เชื่อป่าวล่ะ จริงๆ แล้ว ไม่ใช่หรอก มันอยากไปเรียนกับท่านน่านแหละ พอหาไม่เจอก็บอกว่า “อาจารย์ยกเมฆ” ไร้สาระสิ้นดี คนอะไรไม่มีสำนึก วิชาครูบาอาจารย์สั่งสอนสูงส่ง รู้อยู่แก่ใจ แทนที่จะสำนึกบุญคุณ
อาจารย์ต้องพาอาจารย์ของอาจารย์ ซึ่งเราต้องเรียกว่า “อาจารย์ปู่” มาแนะนำด้วยเหรอ พวกเรามาหาอาจารย์ปู่กันเร็ว อย่างนี้ใช่มั้ย มีแต่ผู้น้อยสิ ต้องรอว่า ท่านว่าง ท่านอยากมาหาเมื่อไร ท่านก็จะมาเอง เรามาเรียนวิชา? หรือว่า มาที่นี่เพื่อจะพบอาจารย์ปู่? ในหลักสูตรก็ไม่ได้บอกไว้นะว่า เรียนครั้งที่เท่าไรถึงจะมีสิทธิ์ได้พบอาจารย์ปู่ ก็เหมือนเราเป็นลูกน้องในบริษัท สามารถที่จะเรียกให้เจ้านายมาพบเราได้เหรอ? มีแต่เจ้านายเรียกเราไปพบต่างหาก
หาว่า...อาจารย์ไม่กล้าโชว์หน้าโชว์ตาแล้ว ทำไม!! ต้องโชว์หน้า ไม่เข้าใจ ตกลงพวกเรามาเรียนวิชา หรือ มาดูการแสดงละครกันแน่ล่ะ เอาคนหน้าตะวันออกเฉียงเหนือ (โคราด) ที่พยายามจะเป็นจีน มาโชว์เหมือนใครบางคน มันก็ไม่ไหวมั้ง ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย? นอกจากเห็นแล้วต้องเตรียมกระโถนไว้ แล้วมาว่า อาจารย์เป็นหนี้ เป็นอะไรต่อมีอะไร ผมว่า “ไร้สาระ” เขามาเรียนวิชา ขอให้วิชาที่ได้เป็นของจริง ก็พอแล้ว ประวัติจะเป็นยังไง? มันไม่เห็นเกี่ยวกันเลย อย่าทำตัวเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงแกะสิ แต่งนิยายน้ำเน่าเก่งจริงๆ ภูมิใจมากเหลือเกินนะที่ถ่ายรูปทำหน้าสลอน แอ๊คท่า เที่ยวหลอกใครต่อใครว่า “เป็นซินแซมืออาชีพ” นึกถึงคำอาจารย์เต๊กแล้ว ก็รู้สึกสมเพชกำมะลอพวกนี้จัง ท่านเคยบอกว่า “อายว่ะ แม่งต้องประกาศบอกใครต่อใครว่า เป็นซินแซ ถ้าเป็นแต่ก่อนที่ไม่มีพวกกำมะลอก็ยังดี สมัยนี้ซินแซกำมะลอเดินเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง เกิดลงรูปไป เดี๋ยวใครแม่งหาว่า กูเป็นเหมือนพวกมันก็ฉิบหายสิ กูเป็นจริง ไม่ต้องไปออกตัวหรอก ที่ลงรูปนั้นเขารับจ้างดูฮวงจุ้ย กูไม่ได้รับดูเป็นสาธารณะ ท่านอาจารย์ตั้งจิงเซ้งเขาก็รับดูอยู่ ไม่ข้ามหน้าข้ามตากัน”
บอกว่า...อาจารย์ยกเมฆข้อมูล สำนักจูฮกตึ้งไม่มีบ้าง ชักแม่น้ำทั้งห้ามาหลอกคนไปเรียนมั่ง พูดลิ้นรัวให้คนงงมั่ง หลอกคนไทยที่ไม่รู้ภาษาจีนมั่ง (แล้วแกล่ะ อ่านภาษาจีนออกกี่ตัวล่ะ เห็นภาษาจีนก็คงได้แต่นั่งยิ้ม อ่านไม่รู้เรื่อง) ไม่ตักน้ำใส่กะลา มองดูตัวเองบ้างเลย บอกเป็นวิชาขี่มึ้งตุ่งกะ ไหน...ไม่เห็นเคยแสดงให้ใครดู เป็นไต่ลักยิ่มมั่ง อธิบายหน่อยสิ วิชาเป็นไง? เป็นวิชาร้อยแปดพันเก้า แต่ยังใช้เหี่ยงคง ไม่เคยเลยชักแม่น้ำทั้งห้าให้คนมาลงเรียน ออกทีวีโฆษณา ออกใบปลิว โฆษณาลงหนังสือพิมพ์ บอกว่า คนนั้นจัดแล้วรวยอย่างงั้น คนนั้นจัดแล้วรวยอย่างนี้ เรียนมารอบจักรวาลแล้ว อาจารย์สิบกว่าอาจารย์ ทั้งในไทย และ ต่างประเทศ แล้วเรียนมาแล้ว 20 กว่าปี สงสัยตัวเองเมคเรื่องบ่อย เลยคิดว่า คนอื่นเขาจะเป็นเหมือนตัวเองนั่นแหละ เรียนมา 20 ปี ใช้เป็นแค่วิชาดาว 9 ยุค งี้อาจารย์เต๊กคงเรียนมาเป็น 100 ปี เพราะท่านชอบบอกว่า ดาว 9 ยุค ปัญญาอ่อน
ส่วนเรื่องคุยโทรศัพท์ อาจารย์ผม แกเป็นคนชอบคุยโทรศัพท์ เดี๋ยวว่างๆ แกก็โทร ก็คุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยอะ ทุกวันแกก็ยังคุยกับศิษย์ที่สนิทอยู่ทุกวี่วัน ไอ้พวกโรคจิตก็หาว่า แกชักแม่น้ำทั้งห้าเรียกคนมาเรียน งั้นแสดงว่า คนที่คุยโทรศัพท์กับแกนี่ ก็จิตอ่อนมากเลยล่ะ สมองคงต้องหาอะไรมาบำรุงแล้วนะ คุยกันไม่เท่าไร...ก็ยอมควักเงินหลายหมื่นมาเรียน (เหมือนกับว่า คุยแล้วก็จ่ายเงินผ่านโทรศัพท์เลย ไม่มีเวลาไปนั่งคิด) ประสาทหรือเปล่า? อย่างอาจารย์เต๊กนี่นะชวนคนมาเรียน ตลก แกหวงวิชาจะตาย ขนาดมีคนขอมาลงเรียนวิชาเจี่ยโหงวเฮ้งอีก แกยังไม่รับเลย แล้วก็มาหัวข้อไม่จ่ายค่าโทรศัพท์ๆ อาจารย์ผมใช้เป็นแบบเติมเงินนะ ใช้มาตั้งแต่แกยังไม่เปิดสอนก่อนหน้านี้ตั้งหลายปี เงินหมดก็โทรไม่ได้แล้วอ่ะ งงกับมันบอกว่า ติดหนี้ สงสัยมันจะประสาทไม่ค่อยดี แล้วเบอร์ที่มันเขียน มันก็ไม่ใช่เบอร์ที่แกใช้ด้วย มั่วทั้งเพ
หาว่า...เปิดสอนต่างชาติแล้วไม่มีคนเรียน ก็เขาพึ่งเปิดประกาศรับสมัครไม่ถึงอาทิตย์ ก็เริ่มสอนแล้ว ระยะเวลาสั้นๆ อย่างงี้ จะให้มีคนเรียนกันกี่คนล่ะคุณพี่ คนที่เขามาเรียนเขาก็ไม่ได้เป็นพวกหมูหมากาไก่ เขาก็มีชื่อมีเสียง เขามาเรียนแล้วเขาก็ยังทึ่งในความรู้ที่อาจารย์มี แต่ที่อาจารย์ไม่เปิดสอนอีก ท่านก็มีเหตุผลว่า “ไอ้คนนี้มันค่อนข้างโลภ มันมาเรียนทีเดียว มันจะขอเปิดสาขาสอนแล้วอ่ะดูดิ” อาจารย์ก็คิดว่า แบบนี้ไม่ไหว แกควบคุมไม่ได้ แล้วก็อยู่กันไกล เกิดมันเอาชื่อแกไปทำเสีย แกทำไงอ่ะ แกก็เลยไม่สอน
ส่วนเรื่องหล่อแก เรื่องราคาใช่ ในเว็บมันก็ถูกกว่าแล้วยังไง ไม่เข้าใจ!!! สงสัยไม่เคยซื้อของกันเลยเหรอไง เห็นแต่ละคนเรียนมาก็สูงเป็นถึง ลูกเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องปรุงอาหาร เจ้าของโรงงานอิฐมวลเบา หมอศัลยกรรม หมอสูติ ข้าราชการใกล้เกษียณ นายหน้าขายประกัน ฯลฯ เราสั่งซื้อของจำนวนมาก มันก็ต้องมีค่าดำเนินการ มีค่าหิ้ว มีเรื่องค่าอัตราแลกเปลี่ยน แล้วท่านอาจารย์ไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ และ ก็ไม่ได้บอกว่า “ต้องซื้อด้วย” คนที่คะยั้นคะยอจะเอาก็ไอ้พวกนั้นแหละ (ศิษย์เนรคุณ) อยากได้เอง แล้วไปแจ้ง ส.ค.บ. ส.ค.บ. อะไร? ไม่มีหรอก ถ้ามี ไปเอาใบแจ้งมาหน่อย มีแต่คนหน้าไหว้หลังหลอกคนนึง มันกลัวไม่ได้เงินก็ทำว่า กูเส้นโตนะ เอาตำรวจนอกเครื่องแบบมา ถ้าตำรวจพวกนั้นมันแน่จริง มันต้องมาในเครื่องแบบสิ ไม่ใช่มาเหมือนโจร เหมือนนักเลงคุมบ่อนไก่ ถึงไม่ต้องเอามา เขาก็คืนให้อยู่แล้ว อย่างอาจารย์เต๊กลองแกไม่ยอมดูซิ เอามาทั้งโรงพักแกยังไม่กลัวเลย แต่คิดดูเองแล้วกันนะครับ ท่านทั้งหลาย ให้เราสั่งของ (หล่อแก) ตั้งเยอะแยะ แล้วอยู่ดีๆ บอกว่า “ไม่เอา” จริงๆ ต้องพิจารณาตัวเองด้วยนะว่า “ทำถูกรึเปล่า?”
มาบอก...อาจารย์ผมกับท่านอาจารย์จิงเซ้งเป็นตุ๊ดรู้ได้ไง? ไปอยู่ใต้เตียงอาจารย์มาเหรอไง? หรือว่า เป็นพวกผีเห็นผีรึเปล่า? ท่านมีลูกมีเมียแล้วทั้งสองคน รู้ไว้ซะด้วย ปัญญาอ่อนจริงๆ เลย ว่าแต่ ตัวซินแซกำมะลอ 100 เองล่ะ อายุป่านนี้ยังไม่มีเมียเป็นตัวเป็นตนอีก น่าสงสัยอยู่เหมือนกันนะ หรือว่า จะใช่? ส่วนเรื่องรถของอาจารย์ แกขับมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ใช่พึ่งมาซื้อหลังจากสอนที่ SA จะพูดอะไรให้มันมีความจริงหน่อย นิยายทั้งชีวิตนะนี่ ไม่เคยมีความจริงในชีวิตบ้างเลยหรือไง? คนมาเรียนที่นี่ ใครเขาก็รู้ นอกจากพวกประสาทกลับ
ส่วนเรื่องวิชาซำง้วนกิวแช ทำมาเรียกผมซะสนิทเชียว อ้ายองอ้ายเอ ไม่ต้องเลย ไม่เคยคิดจะนับญาติกับ พวกกำมะลอ แอนด์ ตอแหล กับ พวกทรยศ เนรคุณครูบาอาจารย์ วิชานี้โดยส่วนตัวท่านอาจารย์แล้วถ่ายทอดให้ผมไว้ทั้งหมดเรียบร้อย ท่านกางสมุดบันทึกของท่านว่า เรียนมายังไง? ท่านสอนให้หมดเลย ท่านบอกว่า “ให้รักษาไว้” ไม่อยากจดจำ แล้วท่านก็ไม่ได้ไปสนใจอีกเลย เพราะว่า ปกติท่านอาจารย์ใช้ซาฮะสี่ไต่เก๊ก กับ ซำง้วนไต่ข่วย อยู่แล้ว วิชาซำง้วนกิวแช ถือว่าเป็นลำดับรองลงมา ซึ่งท่านชอบพูดว่า “พื้นๆ” ท่านเลยไม่ได้สนใจมากนัก สมองท่านวิชาเยอะแยะจะให้จำได้ทุกๆ วิชาโดยละเอียด มันก็เกินไปนะ ดังนั้น ผมก็มีหน้าที่รับผิดชอบในฐานะลูกศิษย์ ต้องออกมาสอนแทน แล้วมันเป็นยังไง? หรือ ผมสอนไม่รู้เรื่องหรือไง? ใครไม่เข้าใจก็มาถามผมได้ตลอด ไม่เคยงก ไม่เคยหวง แต่พวกเนรคุณไม่ต้องมา งง...ต่อไปอย่างนั้นแหละดีแล้ว แล้วที่ว่า ผมเคยเรียนกับท่านอาจารย์ตั้งจิงเซ้งก็จริง แต่ที่เรียนมานั้นเป็นเพียงบางส่วน แล้วจึงได้มาเรียนครบทั้งหมดกับอาจารย์เต๊ก ที่บอกว่า วิชามีครบระบบ ฟ้า คน ดิน ไหนดูหน่อยสิว่า เฮี่ยงคงที่เปิดสอนนั้นน่ะ มีครบระบบ ฟ้า ดิน คน หรือเปล่า? หรือว่า เอาวิชาสารพัดมั่วมาผสมรวมลงไปหลอกคน แล้ววิชาจี๋มุ้ยเต๋าซิ่วล่ะ ยืมหนังสือไป เมื่อไหร่? จะนำมาคืน ไม่เป็น ก็ควรยอมรับว่า “ไม่เป็น” มานั่งบอกว่า “ตัวเองเคยเรียนนาน แต่ลืมแล้ว” ถึงจะเรียนมานานขนาดไหน ก็ไม่มีทางลืมวิชาไปทั้งหมดหรอก (ยิ่งเป็นวิชาชั้นสูงด้วย) ความจริงก็คือ ไม่เป็นเลย ต่างหากล่ะ ผมพูดถูกมั้ย ซินแซกำมะลอ 100
มาว่า...อาจารย์จิวเป็นนักพรตเต๋าอะไร ? พวกตนไปสอบถามมาแล้ว จึงนำมาแต่งเรื่องอีกเช่นเคย ผิดแฝดผิดฝา รู้นะว่า...ที่ไปตามหาท่านนั้น เพราะอยากเรียน จะไม่อยากได้ยังไงเล่า? ก็ขนาดลูกศิษย์อาจารย์จิว กับ อาจารย์เซียว ยังรู้มากขนาดนี้ แถมเก่งด้วย แล้วหากเป็นตัวอาจารย์เองจะขนาดไหน? ก็เลยต้องเที่ยวไปตามหา เพราะอยากได้วิชา เพื่อมาหารับประทาน แล้วยังไงเอ่ย เจอไหมล่ะ? ไปที่ศาลเจ้าโรงเจ ที่ตรอกจันทร์ ไปเจอคนหน้าคล้ายกัน ซ้ำยังชื่อพ้องอีก แต่นั้นไม่ใช่ พอไม่ใช่ ก็พูดเป็นตุเป็นตะว่า “ไม่มีตัวตน” คนจริงเขาอยู่อีกที่ ตัวเองดันไปหาอีกที่ พอไม่เจอ ก็มาทึกทักเอาเอง ตลกจังเลยนะ เรื่องแบบนี้ใครก็บอกได้ว่า “ไอ้ซินแซกำมะลอ 100 น่ะ มันไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาที่ไหนหรอก มันก็เรียนในเมืองไทยนี่แหละ” เรียนแค่ไม่กี่ที่ แล้วก็มาตั้งตัวเป็นอาจารย์กำมะลอ 100 แล้วก็เที่ยวบอกว่า ไปเรียนมาทั่วโลกรอบจักรวาล ที่ไหนได้ลอกวิชาเขามาทั้งนั้น วิชาเยอะแยะที่เขียนว่า ศึกษามาในประวัตินั้น ก็ไม่ได้เป็นหรอก มันก็ไปดูชื่อวิชาเออวิชานี้น่าสนนะ มันก็ลอกหัวข้อของเขามาลง
สุดท้าย ผมขอฝากอะไรไว้หน่อย คนมาเรียนวิชาทุกคนทุกท่าน ต่างก็ต้องการวิชาที่มันนำไปใช้งานจริงได้ แน่นอนว่า อาจารย์ผู้สอนเราก็ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อน เราจึงต้องดูความน่าเชื่อถือของสถาบันที่เปิดสอน จะทำให้เราได้รู้ว่า เราไม่เสียเงินไปฟรี ตอนนี้ทาง SA ก็มีคอร์สราคาถูกให้ทดลอง ถ้ายังไม่มั่นใจ ก็ลองเรียนดูก่อนว่า ทาง SA สอนดีหรือไม่? ของจริงหรือไม่? แล้วค่อยตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณของตัวเอง อย่าไปเชื่อข่าวโคมลอยไร้สาระเลย ส่วนที่ว่าอาจารย์เราจะเป็นคนแบบไหนยังไง? ท่านไม่ได้ไปทำให้ใครเดือนร้อน...ก็ใช้ได้แล้ว เรามาเรียนวิชาการเพื่อต้องการความรู้ ไม่ได้มา หาผัว หาเมีย ทำไม...จะต้องไปรู้เทือกเขาเหล่ากออาจารย์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พ่อแม่ชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? เราเรียนไป เราจะรู้จักอาจารย์มากขึ้นไปเอง เราก็จะสัมผัสได้เอง รู้ได้เองว่า ท่านอาจารย์เป็นคนยังไง? คนที่เคยเห็น และ ยังเคารพนับถืออาจารย์อยู่ ก็เพราะว่า ความสามารถ และ คุณธรรม ของแก เราจะนับถือใครเป็นอาจารย์ เราต้องดูว่า เขามีวิชาความรู้จริงไหม? มีประสบการณ์จริงไหม? เมื่อศึกษาวิชาความรู้มาแล้ว เราสามารถนำมาใช้งานได้จริงไหม? นั่นคือสิ่งที่ผู้เข้ารับการศึกษาต้องการ ไม่ใช่ไปมองว่า เขาจะวางตัวยังไง? ไม่ใช่โม้เก่งขนาดไหน?
เอกภพ พาณิชย์ชะวงศ์
|